Messages
Topic:
ตอบคำถามคุณหลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
ผมขอตอบคำถามของคุณหลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลยใหม่นะครับ
เพราะ
คำถามของคุณดูกำกวมมากนะครับคุณหลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
คุณหลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลยถามมาว่าถ้าผู้หญิงถ่ายหนังxxxโดยถือว่า
เป็นแค่งาน แต่ผู้ชายต่างๆเอามาดูแล้วเกิดราคะ ช่วยคุร ดีใจ วัเคราะห์หน่อยครับว่า อกุศลจะ
เกิดกับใครมากกว่า
และอีกคำถามหนึ่งคืออ้าวแล้วผูหญิงที่เป็นโสดาบันในพระไตรปิฏกละ
ครับ ที่ไปอยู่กับนายพรานฆ่าสัตว์แต่ช่วยสามีตนจัดอุปกรณ์การล่าให้ละครับ?และและตั้งคำถามอีกประเด็นหนึ่งว่า แสดงว่าโสดาท่านนั้นผิดสิครับ? ทำอกุศลนี่ครับ
โดยที่คุณไม่ได้บอกเจตนาของพระโสดาบันนะครับ
ผมขอตอบคำถามที่ว่าอ้าวแล้วผูหญิงที่เป็นโสดาบันในพระไตรปิฏกละครับ ที่ไปอยู่กับนายพรานฆ่าสัตว์แต่ช่วยสามีตนจัดอุปกรณ์การล่าให้ละครับ?และตั้งคำถามอีกประเด็นหนึ่งว่าแสดงว่าโสดาท่านนั้นผิดสิครับ? ทำอกุศลนี่ครับ นี้ใหม่ว่า
ถ้าหากเจตนาเพื่อสงเสริมการฆ่าก็บาปครับ
แต่หาก จัดอุปกรณ์การล่าสัตว์ให้สามีโดยมีเจตนาอื่นละครับ เช่นไม่มีเจตนาในการส่งเสริม
การฆ่าเจือปนในจิตใจเลย โดยจัดอุปกรณ์การล่าสัตว์ให้สามีด้วยเจตนาที่ดีคือเพื่อให้อุปกรณ์
ที่ใช้ล่าสัตว์นี้เป็นสิ่งที่ใช้ปกป้องชีวิตสามีจากสัตว์ร้ายละครับ นี้เป็นเจตนาที่ดีใช่ใหมครับ ไม่
น่าจะบาปครับ
องค์มรรค์ที่ 4 การทำการงานชอบเป็นอย่างไรเล่า
1.เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า
2 . เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว
3 . เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย.
คุณถามกำกวมมากครับ คุณถามโดยไม่ได้บอกเจตนามา และไม่ยกพระไตรปิฏกมาให้ผม
อ่านทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมก็อยากทราบเช่นกันครับว่าคุณถามผมเช่นนี้ด้วยเจตนาอะไร
ครับ คุณหลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
จากที่ผมดูพฤติกรรมของคุณคุณจะถามบางท่านในกลุ่มนี้ว่าเขาบรรลุธรรมแล้วหรือยังใช่ใหมครับ
คุณถามไปเพื่ออะไรครับ เจตนาอะไร ??????
นี่ครับ
ปาราชิก
คำว่า ปาราชิก สันนิษฐานว่าแปลว่า “ผู้แพ้” อาจหมายถึง “ผู้แพ้แก่วิถีชีวิตการเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา” ปาราชิกเป็นอาบัติขั้นที่ร้ายแรงที่สุด ภิกษุไม่ว่ารูปใด ถ้าหากอาบัติถึงขั้นปาราชิกแล้วจะสิ้นสภาพการเป็นภิกษุทันที แม้ว่าจะยังครองผ้าเหลืองหรือปฏิบัติตนอย่างภิกษุอื่นๆ อยู่ก็ตาม ภิกษุที่รู้ตนเองว่าอาบัติปาราชิกแล้วสามารถลาสิกขาไปใช้ชีวิตอยู่อย่างฆราวาสทั่วไปได้ แต่หากยังคงดื้อครองผ้าเหลืองหลอกให้ผู้คนกราบไหว้อยู่อีก ก็จะยิ่งเป็นบาปหนาที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
อาบัติปาราชิกมี ๔ ประการ ได้แก่ การเสพเมถุน การลักทรัพย์ การฆ่ามนุษย์ และการอวดอัตริมนุสธรรม
๑. การเสพเมถุน คือ การร่วมประกอบกิจกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะกระทำกับผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือกระทำกับสัตว์ก็ตาม ปาราชิกข้อการเสพเมถุน บางทีก็เรียกกันว่า ปฐมปาราชิก แปลว่า “ปาราชิกข้อแรก”
๒. การลักทรัพย์ คือ การนำทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนโดยเจตนา ในเมืองไทยกำหนดว่า การลักทรัพย์มีมูลค่าตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป เป็นการผิดหรือเป็นอาบัติขั้นปาราชิก การเจตนาแอบอ้างความคิดหรือผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือการเบียดบังเอาเงินในกองทุนที่มีผู้ศรัทธาถวายเป็นทานเพื่อใช้ในกิจของสงฆ์ หรือกิจของศาสนามาใช้ส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิกเช่นกัน
๓. การฆ่ามนุษย์ คือ การเจตนาทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ไม่ว่าจะลงมือฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่าให้ก็ตาม ถือเป็นความผิดปาราชิกข้อที่ ๓ ทั้งสิ้น
๔. การอวดอุตริมนุสธรรม คือ การพูดอวดผู้อื่นว่าตนได้บรรลุธรรมะระดับสูง เช่น บรรลุโสดาบัน บรรลุอรหันต์ เป็นต้น ไม่ว่าตนจะได้บรรลุธรรมตามที่ตนได้อวดอ้างไปจริงหรือไม่ก็ตาม
อาบัติปาราชิก หากผิดแม้แต่เพียงข้อเดียวก็ถือว่าภิกษุผู้อาบัติสิ้นสภาพการเป็นภิกษุแล้ว แม้จะไม่มีใครล่วงรู้หรือจับได้ก็ตาม การกราบไหว้บูชาภิกษุที่อาบัติปาราชิก นอกจากจะไม่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ยังผิดมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ที่ว่า บูชาบุคคลที่ควรบูชาอีกด้วย
คุณอยากให้เขาเป็นอย่างนี้หรือครับ ?????????????????
คุณคงเคยอ่านเรื่องพระนาคเสนมาแล้วใช่ใหมครับ
Nov 5
7:08 AM
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพระธรรม ในกาลต่อไป
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพระสงฆ์ ในกาลต่อไป
Nov 5
7:44 AM
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพระธรรม ในกาลต่อไป
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพระสงฆ์ ในกาลต่อไป
Nov 5
7:45 AM
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพระธรรม ในกาลต่อไป
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพระสงฆ์ ในกาลต่อไป
Nov 5
7:45 AM
ให้ไปดูกระทู้เรื่องศีล
Nov 5
8:14 AM
ชัดเจนในกระทู้อยู่แล้วครับ ไม่กำกวม ทำไมจะถามไม่ได้ว่าใครบรรลุไม่บรรลุครับ พระโต้กันยังถามกันเลย ปกติครับ แล้วถ้าใครจะปราชิก ถ้าเป็นพระท่านก็ต้องตรวจศีลท่านเอง หรือจะให้คุณขงเบ้งไปตรวจ? ข้ออื่นนอกประเด็นไม่ต้องยกมาครับ ผมไม่ใช่พระ โพสต์โดย หลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
.....................................
จากที่ผมดูพฤติกรรมของคุณคุณจะถามบางท่านในกลุ่มนี้ว่าเขาบรรลุธรรมแล้วหรือยังใช่ใหมครับ
คุณถามไปเพื่ออะไรครับ เจตนาอะไร ??????
นี้ครับ
ปาราชิก
คำว่า ปาราชิก สันนิษฐานว่าแปลว่า “ผู้แพ้” อาจหมายถึง “ผู้แพ้แก่วิถีชีวิตการเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา” ปาราชิกเป็นอาบัติขั้นที่ร้ายแรงที่สุด ภิกษุไม่ว่ารูปใด ถ้าหากอาบัติถึงขั้นปาราชิกแล้วจะสิ้นสภาพการเป็นภิกษุทันที แม้ว่าจะยังครองผ้าเหลืองหรือปฏิบัติตนอย่างภิกษุอื่นๆ อยู่ก็ตาม ภิกษุที่รู้ตนเองว่าอาบัติปาราชิกแล้วสามารถลาสิกขาไปใช้ชีวิตอยู่อย่างฆราวาสทั่วไปได้ แต่หากยังคงดื้อครองผ้าเหลืองหลอกให้ผู้คนกราบไหว้อยู่อีก ก็จะยิ่งเป็นบาปหนาที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
อาบัติปาราชิกมี ๔ ประการ ได้แก่ การเสพเมถุน การลักทรัพย์ การฆ่ามนุษย์ และการอวดอัตริมนุสธรรม
๑. การเสพเมถุน คือ การร่วมประกอบกิจกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะกระทำกับผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือกระทำกับสัตว์ก็ตาม ปาราชิกข้อการเสพเมถุน บางทีก็เรียกกันว่า ปฐมปาราชิก แปลว่า “ปาราชิกข้อแรก”
๒. การลักทรัพย์ คือ การนำทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนโดยเจตนา ในเมืองไทยกำหนดว่า การลักทรัพย์มีมูลค่าตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป เป็นการผิดหรือเป็นอาบัติขั้นปาราชิก การเจตนาแอบอ้างความคิดหรือผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือการเบียดบังเอาเงินในกองทุนที่มีผู้ศรัทธาถวายเป็นทานเพื่อใช้ในกิจของสงฆ์ หรือกิจของศาสนามาใช้ส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิกเช่นกัน
๓. การฆ่ามนุษย์ คือ การเจตนาทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ไม่ว่าจะลงมือฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่าให้ก็ตาม ถือเป็นความผิดปาราชิกข้อที่ ๓ ทั้งสิ้น
๔. การอวดอุตริมนุสธรรม คือ การพูดอวดผู้อื่นว่าตนได้บรรลุธรรมะระดับสูง เช่น บรรลุโสดาบัน บรรลุอรหันต์ เป็นต้น ไม่ว่าตนจะได้บรรลุธรรมตามที่ตนได้อวดอ้างไปจริงหรือไม่ก็ตาม
อาบัติปาราชิก หากผิดแม้แต่เพียงข้อเดียวก็ถือว่าภิกษุผู้อาบัติสิ้นสภาพการเป็นภิกษุแล้ว แม้จะไม่มีใครล่วงรู้หรือจับได้ก็ตาม การกราบไหว้บูชาภิกษุที่อาบัติปาราชิก นอกจากจะไม่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ยังผิดมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ที่ว่า บูชาบุคคลที่ควรบูชาอีกด้วย
คุณอยากให้เขาเป็นอย่างนี้หรือครับ ?????????????????
ดูข้อ 4 สิครับ
Nov 5
5:12 PM
อ้าวแล้วผูหญิงที่เป็นโสดาบันในพระไตรปิฏกละครับ ที่ไปอยู่กับนายพรานฆ่าสัตว์แต่ช่วยสามีตนจัดอุปกรณ์การล่าให้ละครับ?
โพสต์โดย หลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
..................................................
ขอตอบใหม่นะครับ
ขอตอบว่า
นางเป็นถึงอริยบุคคลขั้นโสดาบัน นางจะหยิบอาวุธอุปกรณ์ สำหรับล่าเนื้อให้สามีของนางเป็นประจำ ในฐานะเป็นคำสั้งของสามีนาง นางไม่มีเจตนาไกลถึงว่า ให้สามีนางไปล่าเนื้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อดูที่เจตนาแล้วนางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า ดังนั้นจิตของนางเป็นจิตที่ไม่เป็นอกุศล นางไม่บาปครับ ดูที่เจตนาเป็นสำคัญครับ ในเรื่อก็บอกอยู่แล้วว่านางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า บางจึงไม่บาปครับ
Nov 7
7:49 PM
ถ้าจำไม่ผิดท่านโสดาบันท่านนั้นจัดเตรียมอาวุธรักษาดูแลให้อย่างดีเลยครับ
โพสต์โดย หลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
..............................................
..................................................
ขอตอบใหม่นะครับ
ขอตอบว่า
นางเป็นถึงอริยบุคคลขั้นโสดาบัน นางจะหยิบอาวุธอุปกรณ์ สำหรับล่าเนื้อให้สามีของนางเป็นประจำ ในฐานะเป็นคำสั้งของสามีนาง นางไม่มีเจตนาไกลถึงว่า ให้สามีนางไปล่าเนื้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อดูที่เจตนาแล้วนางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า ดังนั้นจิตของนางเป็นจิตที่ไม่เป็นอกุศล นางไม่บาปครับ ดูที่เจตนาเป็นสำคัญครับ ในเรื่อก็บอกอยู่แล้วว่านางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า บางจึงไม่บาปครับ
Nov 7
7:50 PM
แสดงว่าโสดาท่านนั้นผิดสิครับ? ทำอกุศลนี่ครับ
โพสต์โดย หลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
.............................................
อ้าวแล้วผูหญิงที่เป็นโสดาบันในพระไตรปิฏกละครับ ที่ไปอยู่กับนายพรานฆ่าสัตว์แต่ช่วยสามีตนจัดอุปกรณ์การล่าให้ละครับ?
โพสต์โดย หลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
..................................................
ขอตอบใหม่นะครับ
ขอตอบว่า
นางเป็นถึงอริยบุคคลขั้นโสดาบัน นางจะหยิบอาวุธอุปกรณ์ สำหรับล่าเนื้อให้สามีของนางเป็นประจำ ในฐานะเป็นคำสั้งของสามีนาง นางไม่มีเจตนาไกลถึงว่า ให้สามีนางไปล่าเนื้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อดูที่เจตนาแล้วนางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า ดังนั้นจิตของนางเป็นจิตที่ไม่เป็นอกุศล นางไม่บาปครับ ดูที่เจตนาเป็นสำคัญครับ ในเรื่อก็บอกอยู่แล้วว่านางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า บางจึงไม่บาปครับ
Nov 7
7:51 PM
ท่านจัดอาวุธให้อย่างดีทุกเช้าก่อนสามีไปล่าเลยนะครับ
โพสต์โดย หลับอยู่ รู้ทุกอย่างแต่ไม่รู้ตัวกับไม่รู้อะไรเลย
..........................................
..................................................
ขอตอบใหม่นะครับ
ขอตอบว่า
นางเป็นถึงอริยบุคคลขั้นโสดาบัน นางจะหยิบอาวุธอุปกรณ์ สำหรับล่าเนื้อให้สามีของนางเป็นประจำ ในฐานะเป็นคำสั้งของสามีนาง นางไม่มีเจตนาไกลถึงว่า ให้สามีนางไปล่าเนื้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อดูที่เจตนาแล้วนางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า ดังนั้นจิตของนางเป็นจิตที่ไม่เป็นอกุศล นางไม่บาปครับ ดูที่เจตนาเป็นสำคัญครับ ในเรื่อก็บอกอยู่แล้วว่านางไม่ได้มีเจตนาในการส่งเสริมการฆ่า บางจึงไม่บาปครับ
Nov 7
7:51 PM